วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วันที่ 26 เมษายน 2560

วันที่ 26 เมษายน 2560 

นำเสนอโมเดลโรงเรียน
กลุ่มที่ 1 โรงเรียนอนุบาลเพียงขวัญ

ข้อมูลทั่วไป

  • ชื่อสถานศึกษา โรงเรียนอนุบาลเพียงขวัญ
  • ตั้งอยู่เลขที่ 3 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี รหัสไปรษณีย์ 11000
  • โทรศัพท์ 029-514071
  • โทรสาร 039-522789
  • E-mail pheangkuan@gmail.com
  • Website www.pheangkuan.ac.th สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน

แผนที่โรงเรียน


อาณาเขต
  • ทิศเหนือ MRT กระทรวงสาธารณสุข
  • ทิศตะวันออก ถ.ติวานนท์
  • ทิศตะวันตก เซเว่น
  • ทิศใต้ ถ.หมู่บ้านเรวดี
สัญลักษณ์ประจำโรงเรียน



ปรัชญาของโรงเรียน
  •  สื่อสารสองภาษา พัฒนาผู้เรียน ตามหลักปรัชญาเศรษธกิจพอเดียง  
วิสัยทัศน์
  •  ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสิ่งแวดล้มอ คิดแก้ปัญหา ก้าวทันเทคโนโลยี มีจิตสาธารณะ ตระหนักถึงความเป็นไทย ใช้หลักเศรษฐกิจพอเดียง
คติพจน์ของโรงเรียน
  •  คุณธรรม นำวินัย ใฝ่เรียนรู้ สู่การพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ปณิธานของโรงเรียน
  •  สร้างนักเรียนดี มีครูที่เก่ง เน้นคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล
พันธกิจ
  1.  พัฒนาครูและบุคคลาการทางการศึกษาในการจัดตั้งหลักสูตร และจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
  2. ยกระดับการจัดการเรียนการสอนเทียบเคียงโรงเรียนมาตรฐานสากล
  3. ส่เสริมการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณธรรม มีความรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเดียง
  4. ส่งเสริมให้ผู้เรียน รักความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้และมีชีวิตที่สดใสสมบูรณ์
  5. ส่งเสริมให้มีการใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อนการสื่อสารในการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
  6. ยกระดับการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ
สภาพชุมชนโดยรวม
  • สภาพชุมชนรอบบริเวณโรงเรียนมีลักษณะชุมชนกึ่งเมือง เป็นเส้นทางคมนาคมบุคลากรส่วนมากในชุมชนประกอบอาชีพลูกจ้าง พนักงานบริษัท และค้าขาย ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประเพณี ศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือประเพณีวันสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง มีประชากรประมาณ 27,594 คน ชาย 13,733 คน หญิง 13,861 คน 

                                 


กลุ่มที่ 2 โรงเรียนอนุบาลแม่ริม

ข้อมูลทั่วไป
  • ตั้งอยู่เลขที่ 173 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ 50000
  • เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล 1-3 จำนวน 3 ห้องเรียน
  • โรงเรียนมีเนื้อที่ 1 ไร่ 
ข้อมูลด้านการบริหาร
  • ผู้บริหาร ดร.นิศากร อ่อนประทุม 
  • วุฒิการศึกษา ปริญาเอก สาขาการบริหารการศึกษา
  • ดำรงตำแหน่งที่โรงเรียนตั้งแต่ วันที่ 19 เมษายน 2538 จนถึงปัจจุบัน
  • ผู้ช่วยผู้บริหาร ผศ.ดร สุรรณษา คำกอง
  • วุฒิการศึกษาปริญญาโท 
ประวัติย่อ
  •  โรงเรียนอนุบาลแม่ริม ตั้งอยู่เลขที่ 177 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ สักกัดคณะกรรมการสำงานเอกชน จัดตั้งเมื่อ พ.ศ.2538 เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึง ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยได้รับการบริจาคที่ดิจากวัดน้ำตกแม่สา ขนาด 1ไร่ ดร.นิศากรร อ่อนประทุม จึงจัดตั้งโรงเรียนแม่ริมขึ้นเพื่อประชาชน ภายในท้องถิ่นได้ส่งลูกหลานมาเรียนให้เด็กไได้มีความาู้และโตขึ้นเป็นพลงเมืองที่ดีของประเทศ
คำขวัญของโรงเรียน
  •  เรียนดี ทักษะเด่น เน้นวินัย ใฝ่คุณธรรม
สีประจำโรงเรียน
  •  ชมพู หมายถึง สุภาพอ่อนโยน
  • ฟ้า หมายถึง ความสื่อสัตย์ ความสว่างไสว
สัญลักษณ์โรงเรียน


  1. แสงเทียน หมายถึง ความสว่างที่แม้จะน้อยนิดก็สามารถนำแสงสว่างได้ เปรียบเหมือนเด็กน้อยที่ได้รับการพัฒนาและมีความเจริญงอกงามในทุกด้าน
  2. ดอกบัวตูมที่โผล่พ้นน้ำ หมายถึง ความงามของดอกบัวที่พร้อมจะเบ่งบานตลอดเวลา เปรียบเสมือนเด็กที่กำลังจะเจริญเติบโตมีวุฒิภาวะความพร้อมในการพัฒนาทุกด้าน 
วิสัยทัศน์
  • โรงเรียนแม่ริม มุ่งมั่นจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีความรู้คู่คุณธรรม มีทักษะความสามารถเรื่องเทคโนโลยี มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และพอเพียง
ข้อมูลสภาพชุมชนโดยรวม
  • สภาพชุมชนรอบโรงเรียนมีลักษณะหลายชนเผ่าหลายเชื้อชาติ ประชากรประมาณ 2,500 คน บริเวณใกล้เคียงโดยรอบโรงเรียนประกอบอาชีพหลักของชุมชน เกษตรกรรมและรับจ้าง ส่วนใหญ่นักถือศาสนาพุทธ ประเพณี ศิลปวัตนธรรมท้องถิ่นที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือประเพณี ต๋านก๋วยสลากภัต ประเพณีกินวอปอยชางลอง ประเพณีปี๋ใหม่เมือง ประเพณียี่เป็ง เป็นต้น
  • ผู้ปกครองส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา อาชีพหลักคือ เกษตรกรรมและรับจ้างส่วนใหญ่นัลถือศาสนาพุทธ ฐานะทางเศรษฐกิจ/รายได้เฉลียต่อปี 40,000 บาท 




กลุ่มที่3 โรงเรียนด่านสวี







ประเมินผล


ตนเอง  แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจเรียนให้ความร่วมมือกับเพื่อนและอาจารย์เป็นอย่างดี

เพื่อนๆ เพื่อนมีคุยบ้างแต่ทุกคนก็ฟังทุกครั้งแต่งกายเรียบร้อยให้ความร่วมมือในตอนทำกิจกรรมดี

ผู้สอน แต่งการเรียบร้อยเตรยมตัวมาสอนได้ดี มีเทคนิคต่างๆมากมายมาให้เนื้อหาและวิธีการสอนเข้าใจได้ง่าย

วันที่ 5 เมษายน 2560

วันที่ 5 เมษายน 2560 

นำเสนอการสัมภาษณ์ผู้บริหาร


กลุ่มที่ 1 ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนธรรมานุรักษ์



ข้อมูลทั่วไป


ทฤษฎีการบริหารสถานศึกษา


การทำงานร่วมกับผู้ปกครอง



กลุ่มที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเศรษฐบุตร


ข้อมูลทั่วไป


การจัดการเรียนการสอน


การจัดโครงสร้างและการจัดระบบงานบริหารสถานศึกษา


หลักการและแนวคิดทฤษฎีการบริหารที่นำมาใช้ในการบริหารสถานศึกษา


การนิเทศและการติดตามการปฏิบัติงานของครูและผู้ปกครอง


การทำงานร่วมกับผู้ปกครองท้องถิ่น ชุมชน



กลุ่มที่ 3 โรงเรียนกัลยวิทย์




ประเมินผล


ตนเอง  แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจเรียนให้ความร่วมมือกับเพื่อนและอาจารย์เป็นอย่างดี

เพื่อนๆ เพื่อนมีคุยบ้างแต่ทุกคนก็ฟังทุกครั้งแต่งกายเรียบร้อยให้ความร่วมมือในตอนทำกิจกรรมดี

ผู้สอน แต่งการเรียบร้อยเตรยมตัวมาสอนได้ดี มีเทคนิคต่างๆมากมายมาให้เนื้อหาและวิธีการสอนเข้าใจได้ง่าย

วันที่ 29 มีนาคม 2560

วันที่ 29 มีนาคม 2560 



เรื่่อง การจัดตั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

ความสำคัญของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
  • การจัดการศึกษาปฐมวัยเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาชุมชนเพื่อส่งเสริมการศึกษาและความเป็นอยู่ของเด็กในชุมชนให้ดีขั้น และนับวันจะมีความสำคัญต่อชุมชนมากยิ่งขั้น เพื่อเป็นการตอบสนองต่อความสำคัญของการพัฒนาในช่วยระยะแรกของชีวิตและให้บรรลุถคงเป้าหมายของการพัฒนาเด็ก
จุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาปฐมวัย
  1. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กอย่างเต็มที่เพื่อจะได้เป็นพลเมืองไทยที่สมบูรณ์แข็งแรง
  2. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านบุคลิกภาพ อารมณ์ และสังคม ของเด็กเพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่สุขภาพที่สมบูรณ์มีความเข้มแข็งทางจิตใจ
  3. เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยที่ขยัน แข็งแรง ซื่อสัตย์มีระเบียบวินัย ประหยัด สะอาด
  4. เพื่อส่งเสริมความคิดที่สร้างสรรค์ด้านต่างๆ
  5. เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับโรงเรียน/ศูนย์ก่อนวัยเรียนในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก
  6. เพื่อตระหนักในปัญหาความเบี่ยงเบนของพัฒนาการเสียแต่แรกและดำเนินการต่อโดยเหมาะสม


หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย
  • การศึกษาปฐมวัยเป็นการศึกษาระดับขั้นพื้นฐานที่ไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับจึงทำให้มีหน่วยงานหลายหน่วยงานให้ความสนใจเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการและรับผิดชอบการจัดการศึกษาในระดับนี้ ประกอบไปด้วย หน่วยงานภาครัฐ/เอกชน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ
หลักเกณฑ์การจัดตั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

     1.การจัดตั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน
           ขั้นตอนที่ 1
  • สถานที่
  • ที่ดิน
  • อาคารเรียน/ห้องเรียนและห้องประกอบ
  • ครุภัณฑ์และอุปกรณ์การเตรียนมความพร้อม
          ขั้นตอนที่ 2
  • การขอจัดตั้งโรงเรียน
  • โครงการจัดตั้งโรงเรียน
  • ยื่นหนังสือขออนุญาตใช้แบบแปลนเพื่อก่อสร้างความพร้อมของเอกสาร
  • แบบแปลน 3 ชุด
  • หนังสือรับรองของสถาปนิก / วิศวกร
  • เอกสารการแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
  • รายงานการคำนวณโครงสร้าง
  • ในกรณีที่ผู้จัดตั้งโรงเรียนมีอาคารที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยก็จะดำเนินการดังนี้ 
                    - แบบแปลน 3 ชุด
                    - หนังสือรับรองสภาพความมั่นคงของอาคาร รับรองโดยวุฒิของวิศกร
                    - เอกสารแสดงการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
  • การยื่นเรื่อง
                     - ส่วนกลาง ให้ยื่นเรื่องที่กองโรงเรียนสามัญศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน

                      - ส่วนภูมิภาค ให้ยื่นเรื่องที่อำเภอซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน

          ขั้นตอนที่ 3
เมื่อก่อสรางอาคารเสร็จเรียบร้อยให้ผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนดำเนินการยื่นเอกสาร
  • คำขอใบอนุญาติให้จัดตั้งโรงเรียน (สช 1)พร้อมเอกสารระบุท้ายคำขอ
  • คำขอใบอนุญาติให้จัดตั้งโรงเรียน (สช 4)พร้อมเอกสารระบุท้ายคำขอ
  • คำขอใบอนุญาติให้จัดตั้งโรงเรียน (สช 7)พร้อมเอกสารระบุท้ายคำขอ
  • คำร้อง ร.11
  • ระเบียบการโรงเรียน
  • แผนผังบริเวณโรงเรียน
  • แผนผังอาคารเรียน/ห้องต่างๆ
  • รายการตรวจสถานที่และสุขภิบาล
  • ใบอนุญาให้ใช้แบบแปลน
คุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนผู้จัดการครูใหญ่/ครู
  1. มีความรู้ไม่ต่ำกว่าชั้น ม.3 ตามหลักสูตรพุทธศักราช 2521
  2. ต้องมีความรู้ไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรตอนปลาย
  3. ผู้ขอเป็นครูใหญ่ ต้องมีความรู้ไม่ต่ำกว่าประกาศนียบัตร/มีความรู้ทางการศึกษาซึ่งกระทรวงศึกษาธิการรรับรองว่าเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ ต้องมีประสบการณ์เป็นครูมาไม่น้อยกว่า 3 ปี
     2.การจัดสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยภาคเอกชน

          ขั้นตอนในการจัดสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
  1. การรับนักเรียน
  2. การจัดประสบการณ์เตรียมความพร้อม
  3. การบริหารโรงเรียน
     3.การจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • การจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อให้สอดคล้องกับสถานที่และเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงได้กำหนดพันธกิจยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์


ประเมินผล


ตนเอง  แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจเรียนให้ความร่วมมือกับเพื่อนและอาจารย์เป็นอย่างดี

เพื่อนๆ เพื่อนมีคุยบ้างแต่ทุกคนก็ฟังทุกครั้งแต่งกายเรียบร้อยให้ความร่วมมือในตอนทำกิจกรรมดี

ผู้สอน แต่งการเรียบร้อยเตรยมตัวมาสอนได้ดี มีเทคนิคต่างๆมากมายมาให้เนื้อหาและวิธีการสอนเข้าใจได้ง่าย

วันที่ 22 มีนาคม 2560

วันที่ 22 มีนาคม 2560 


เพื่อนนำเสนอบทความบริหาร

 เลขที่ 17 
"นายเขาถนัดอะไร นายจะต้องรู้อะไรบ้าง เพื่อใช้จุดแข็งได้เต็มที่"
"นายต้องการอะไรจากฉันบ้าง ที่จะช่่วยให้เขาทำงานได้ดี"
เลขที่ 18 

"ทุกครั้งที่เราเจอเรื่องยากๆ อย่ายอมแพ้ เพราะมันกำลังบอกเราว่า ให้เราพยายามมากว่านี้"
เลขที่ 19 

"ตัวคุณเอง เก่งคนเดียวไม่ได้ คุณต้องสร้างทีมคุณ ให้เก่งด้วย"
เลขที่ 20 

"ผู้ปกครองหากปฏิบัติตรงไปตรงมา ถึงแม้ว่าจะไม่ออกคำสั่ง ประชาชนยังปฏิบัติตาม"
"หากผู้ปกครองปฏิบัติตนไม่ซื่อตรง ชาวประชาย่อมไม่เชื่อฟัง"
เลขที่ 21 

"ชมคนด้วยวาจา มีค่ายิ่งกว่า มอบไข่มุกให้เป็นของขวัญ"
"ทำร้ายคนด้วยวาจา สาหัสยิ่งกว่า ทิ่มแทงด้วยหอกดาบ"


แสดงบทบาทสมมติเกี่ยวกับการบริหาร

กลุ่มที่ 1 



กลุ่มที่ 2


กลุ่มที่ 3 

ประเมินผล



ตนเอง  แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจเรียนให้ความร่วมมือกับเพื่อนและอาจารย์เป็นอย่างดี

เพื่อนๆ เพื่อนมีคุยบ้างแต่ทุกคนก็ฟังทุกครั้งแต่งกายเรียบร้อยให้ความร่วมมือในตอนทำกิจกรรมดี


ผู้สอน แต่งการเรียบร้อยเตรยมตัวมาสอนได้ดี มีเทคนิคต่างๆมากมายมาให้เนื้อหาและวิธีการสอนเข้าใจได้ง่าย

วันที่ 8 มีนาคม 2560

วันที่  8 มีนาคม 2560 


เทคนิคการเสริมสร้างบุคลิกที่ดีสำหรับการเป็นผู้บริหาร


ความหมายของบุคลิกภาพ
  • ลักษณะทั้งภายนอกและภายในที่รวมอยู่ในตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งและเป็นผลทำให้บุคคลนั้น มีความแตกต่างไปจากบุคคลอื่นๆ บุคลิกภาพแบ่งออกเป็น 2 สภาพ ด้วยกันคือ
             1.บุคลิกภาพภายนอก สามารถสังเกตเห็นหรือสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้นกาย สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้โดยการฝึกเลียนแบบ และสามารถวัดผลได้ทันที บุคลิกภาพภายนอกที่สำคัญที่สุด คือ บุคลิกภาพทางกายและวาจา
             2.บุคลิกภาพภายใน หมายถึง บุคลิกภาพที่ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน เป็นส่วนที่สัมผัสได้ค่อนข้างยากและต้องใช้เวลาในการสัมผัส

ประเภทของบุคลิกภาพ
  1. บุคลิกภาพภายนอก  คือ  สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากภายนอกของ แต่ละคนสามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน แบ่งได้เป็น  4 หมวด คือ

                   1.  รูปร่างหน้าตา
            2.  การแต่งกาย
            3.  กิริยาท่าทาง
            4.  การพูด

       2.บุคลิกภาพภายใน คือ สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ หรืออุปนิสัยใจคอที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แก้ไขได้ยาก  
      - ความเชื่อมั่นในตนเอง
             -  ความกระตือรือร้น
             - ความรอบรู้
             - ความคิดริเริ่ม
             - ความจริงใจ
             - ไหวพริบปฏิภาณ
             - ความรับผิดชอบ
             - ความจำ
             - อาราณ์ขัน

                 
การมองตัวเองในกระจก
  • การมองเห็นตัวเอง
  • การยอมรับตัวเอง
  • การเข้าใจตัวเอง
  • เชื่อถือในตัวเอง


การจำแนกบุคลิกภาพ 4 แบบ (Harris 1973)



การยอมรับตนเอง หน้าต่างของ Johari's windor ,1995



ในแต่ละครั้งที่เราต้องพบเจอผู้คนในองค์กรหรือนอกองค์กร การสนทนา การแสดงความคิดเห็น 
หรือการพูดให้ความรู้ การนำเสนองานต่างๆ นั้น ควรประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เนื้อหาสาระของคำพูด 7%
 น้ำเสียง 38% กิริยาท่าทาง (บุคลิกภาพ) 55%

                  1.การใช้สายตา การมอง การสบสายตาขณะพูด  
                  2.การแต่งกาย  
                  3.ภาษาพูด จังหวะการพูด ระดับเสียง  
                  4.การเดิน / การนั่ง  
                  5.การแสดงออกและท่าทาง การไหว้ การรับไหว้
                  6.ความสะอาด
                  7.สุขภาพต้องดี คนป่วยคงไม่มีใครอยากเข้าใกล้

สาเหตุที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ คือความท้อถอย
      บุคลิกภาพที่ไม่สร้างสรรค์และอยู่ภายในตัวตนแล้วทำให้ความเป็นคนๆ นั้นไม่สมบูรณ์ ได้แก่ความ
ท้อถอยแม้ว่าเป็นประโยคสั้นๆ แต่ถ้าอาการนี้ถ้าเกิดขึ้นกับใครแล้ว อาการนี้จะเข้ามาทำลายความสมดุล
ในตัวเรา เข้ามาแทรกในความรู้สึกนึกคิดทำให้พลังและศักยภาพของเราลดน้อยลงกว่าครึ่ง ในเรื่องความ
ท้อถอยมักเกิดขึ้นกับบุคคลที่อยู่ในช่วงอายุ 20-40 ปี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลในช่วงอายุอื่นจะไม่มี
ความท้อ บางท่านอาจเกิดอาการท้อเป็นช่วงๆ บางท่านโชคดีไม่รู้จักความท้อ

ความท้อถอยสามารถสังเกตได้จากอาการ 3 ลักษณะ คือ 

          1. ลักษณะของความท้อถอยทางด้านอารมณ์ หรือ ความอ่อนล้าทางอารมณ์ ได้แก่ความรู้สึกเบื่อหน่าย ความอ่อนล้า หมดเรี่ยวหมดแรง เกิดความเครียด ความคับข้องใจ ไม่สบอารมณ์  
          2. ลักษณะของความท้อถอยที่เกิดจากสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น ได้แก่ ลักษณะของบุคคลที่ไม่สนใจในพฤติกรรมของใครๆ ไม่ยินดียินร้าย ใครจะทักก็ช่าง ใครไม่ทักก็ช่าง ไม่ใส่ใจพฤติกรรมของคนอื่น มีเจตคติและแนวคิดที่ไม่ดีต่อคนอื่น มองคนอื่นในแง่ร้าย 
         3. ลักษณะของความท้อถอยที่เกิดจากการไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานของคนบางท่านอาจจะรู้สึกเองว่าตนเองไร้ความสามารถ การทำงานล้มเหลว งานไม่สมกับที่ตั้งใจไว้ บุคคลกลุ่มนี้จะมองคุณค่าของตนเองต่ำ

สาเหตุของความท้อถอย 

         1.ด้านบุคลิกภาพ บุคลิกภาพที่พึ่งพาคนอื่น บุคลิกภาพที่ขาดความอดทน ขาดความอดกลั้น  บุคลิกภาพที่เชื่อมั่นตนเองสูง บุคลิกภาพที่มีความรับรู้ตนเองต่ำ จิตใจไม่มั่นคง ไม่มั่นใจในทุกเรื่อง 
         2.ด้านอายุ บุคคลที่มีอายุน้อย ความท้อถอย มีมากกว่าบุคคลที่สูงอายุ ทั้งนี้เพราะความท้อถอยมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ วุฒิภาวะ การรู้จักชีวิตมากขึ้น 
         3.ด้านสถานภาพการสมรส ความท้อมักเกิดกับคนโสดมากกว่าคนสมรสแล้ว ความท้อยังสัมพันธ์กับความเหงา คนโสดทั้งหญิงและชาย ถ้าเกิดอาการท้อถอย บุคคลในกลุ่มนี่จะเกิดอาการนานและค่อนข้างรุนแรง 
         4.ด้านการปฏิบัติงานในความรับผิดชอบ เริ่มตั้งแต่สองปีแรกของการทำงานบุคคลจะเกิดความท้อได้ง่าย ยิ่งปฏิบัติงานแบบไม่มีใครช่วยใคร บุคคลยิ่งเกิดอาการท้อมากขึ้น 
แนวทางและวิธีการในการแก้ไขอาการท้อถอย
  1. ทุกสิ่งทุกอย่างต้องแก้ไขที่ตัวเราเองเท่านั้น 
  2. อย่าเป็นคนตั้งความหวัง ความปรารถนาที่สูงสุดเอื้อม 
  3. สร้างเจคติเรื่องงานใหม่ให้ท่านคิดว่า
“งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุขทำงานให้สนุกเป็นสุขเมื่อทำงาน”
  4. มองหาจุดมุ่งหมายในชีวิตใหม่ 

ครูกับการพัฒนาตน
  1. การพัฒนาตน เป็นการที่บุคคลพยายามหาวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้ตนเองก้าวไปสู่การเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ ในขอบเขต ที่มีความพอเหมาะพอดีกับความสามารถของผู้นั้น และเหมาะสมกับค่านิยมของสังคม เพื่อการมีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข การพัฒนาคนนับเป็นสิ่งสำคัญในอันที่จะนำไปสู่การพัฒนาอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นครู
2. ครูควรพัฒนาตนเองใน 2 ลักษณะคือ
      1. การพัฒนาตนเองในด้านวิชาชีพ เพื่อการประกอบวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก่
                 - การพัฒนาในด้านความรู้
                 - การพัฒนาในด้านเทคโนโลยี
                 - การพัฒนาในด้านคุณลักษณะกับเจตคติ
      2. การพัฒนาตนในด้านการเป็นสมาชิกของสังคม เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
                 - การรู้จักตนเองและการเข้าใจตนเอง
                 - การสำรวจตนเอง
                 - การปรบปรุงตนเองในด้าน การพัฒนาบุคลิกภาพภายนอก – ภายใน การพัฒนาลักษณะนิสัยที่ดี การพัฒนามนุษยสัมพันธ์ การพัฒนาการเรียนรู้

การพัฒนาตนเองควรประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้
1. พยายามค้นพบตนเอง ทำความรู้จักตนเอง โดยหมั่นตรวจตราพิจารณาตนเองถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนการกระทำของตนเอง นอกจากนี้ควรสนใจรับฟังข้อคิดเห็น หรือคำวิจารณ์ของบุคคลอื่นที่มีต่อตัวเราบ้าง ต่อจากนั้นให้หันกลับมาพิจารณาตนเองในแง่มุมเหล่านี้
                  1.1 ตัวของเราที่เป็นจริงเป็นอย่างไร
                  1.2 ตัวของเราที่รับรู้เป็นอย่างไร
                  1.3 ตัวของเราที่เราอยากจะเป็น เป็นอย่างไร
2.  เมื่อได้พิจารณาตนเองแล้ว รู้จักตนเองแล้ว เรายอมรับได้ไหมว่า สิ่งนั้นคือตัวเรา การยอมรับตนเองนั้น ควรจะยอมรับทั้งในส่วนที่เป็นจุดอ่อน และจุดเด่นไปด้วยกัน มิใช้จะยอมรับแต่จุดเด่น แล้วไม่สนใจจุดอ่อนโดยไม่ยอมรับจุดอ่อน
3.  ท้ายที่สุด คือ การหาทางพัฒนาจุดอ่อนหรือส่วนที่เราไม่พอใจที่อยู่ในตัวเรา (bed me) ให้ดีขึ้น (good me)
หลักและวิธีเสริมสร้างบุคลิกภาพ
            การยืน เดิน นั่งเป็นส่วนสำคัญที่บอกถึงบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล อิริยาบถ คือการ
ดิน ยืน นั่ง เปิด-ปิดประตู ขึ้นลงรถ อย่างถูกต้องสวยงามการรู้จักทำตัวให้เข้ากับบุคคล สถานที่ และ
เวลา อย่างถูกต้องถือว่ามีมารยาททางสังคมที่ดี เช่น การรู้จักกราบไหว้ที่ถูกวิธี และถูก
กาลเทศะ การรู้จักธรรมเนียมของชาวต่างชาติ การปฏิบัติตนในงานเลี้ยงต่างๆการไปเยี่ยมคนป่วย
การมอบดอกไม้แสดงความยินดีหรือให้ผู้อาวุโส เป็นต้น
บางครั้งเราอาจจะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ และอาจเกิดอะไรขึ้นกับเรา
ได้ทุกวินาทีนั้น เราต้องพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะที่พร้อม คือไม่ตกใจ ดีใจ
เสียใจ กลัว เกินกว่าเหตุ สามารถควบคุมท่าทางของตนเองได้เป็นอย่างดี

แนวทางในการพัฒนาบุคลิกภาพ
การรักษาสุขภาพอนามัย
      -  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
      -  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
      -  ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มหรือลดผิดปกติ
      -  ละเว้นการสูบบุหรี่หรือยาเสพติดให้โทษทุกชนิด
      -  ไม่ดื่มสิ่งของที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน
      -  พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ วันละ 7-8 ชม.
      -  รักษาอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ
การดูแลร่างกาย
    -  รักษาความสะอาดในช่องปากและฟัน
    -  ดูแลรักษาเส้นผมและทรงผมให้เรียบร้อยทั้งด้านความสะอาดและรูปทรง
    -  โกนหนวดเคราให้เกลี้ยงเกลา ตัดและขริบให้เรียบร้อย
    -  รักษาผิวพรรณให้สะอาดสดชื่นอยู่เสมอ อย่าให้ผิวแห้งกร้าน
    -  รักษากลิ่นตัว 
    -  รู้จักการแต่งหน้าแต่พองาม
    -  ดูแลเล็บมือ เล็บเท้า ให้สะอาดอยู่เสมอ
    -  ปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าและชุดชั้นในที่สวมใส่ทุกวัน
    -  ควรมีการเช็คร่างกายเป็นประจำทุกปี
    -  เมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติรีบไปปรึกษาแพทย์ 
การแต่งกาย
     -  สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ซักรีดให้เรียบ
     -  สีสันไม่ฉูดฉาดควรเลือกสีให้เหมาะสมกับรูปร่างและผิวพรรณของตนเอง
     -  กระเป๋าถือและรองเท้า ควรใช้หนังที่มีคุณภาพดี สีเรียบ สำรวจส้นรองเท้าจัดการซ่อมแซมให้เรียบร้อย
     -  แต่งหน้าให้แนบเนียน ไม่แต่งเข้มผิดธรรมชาติ เลือกใช้เครื่องสำอางที่มีคุณภาพดี
     -  เล็บและการทาเล็บ ไม่ควรไว้เล็บยาวจนเกินไป ควรเลือกสีกลาง ๆ อย่าปล่อยให้สีถลอกจะไม่น่าดู
     -  ผม หมั่นสระให้สะอาด  อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง  แปรงหวีให้เรียบร้อย เลือกทรงผมที่รับกับใบหน้า
     -  เครื่องประดับ ควรใช้เพื่อเสริมการแต่งกายให้ดูดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้เครื่องประดับมากจนเกินไปจนดูสะดุดตารกรุงรังไปหมด
     -  ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม
     -  ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะ
  อารมณ์
        รู้จักควบคุมอารมณ์ ไม่ปล่อยอารมณ์ไปตามใจตนเอง  คนที่ควบคุมอารมณ์ตนเองได้จะได้เปรียบและจะเอาชนะเหตุการณ์ต่าง ๆ
  ที่เกิดขึ้นได้  ในการปฏิบัติงานเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนอารมณ์กันอยู่เสมอ
        ฉะนั้น บุคคลใดที่ต้องการจะพัฒนาบุคลิกภาพของตนให้ดีขึ้นจะต้องเป็นคนรู้จักอดทนใจเย็นเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเกิดขึ้น
ความเชื่อมั่นในตนเอง
      -  ยอมรับในความสามารถของตนเอง
      -  อย่าเล็งผลเลิศในการทำงานจนเกินไป
      -  อย่าถือคติว่าการทำงานสิ่งใดเมื่อทำแล้วต้องดีที่สุด
      -  อย่านำความเก่งของผู้อื่นมาทับถมตนเอง
      -  หมั่นฝึกจิตใจตนเองให้ชนะความกลัวให้ได้
การพัฒนาบุคลิกภาพด้านความรู้สึกนึกคิด
  ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ถ้ามีความรู้สึกนึกคิดในด้านดี
  ไม่มองคนในแง่ร้ายจิตใจก็เป็นสุข ไม่มีความกังวล ดังนั้นจึงควรพัฒนาบุคลิกภาพด้านความรู้สึกนึกคิดดังนี้
    1.  มีความเชื่อมั่นในตนเองในการกระทำในสิ่งต่าง ๆ
    2.  มีความซื่อสัตย์ กระทำตนให้ผู้อื่นเชื่อถือเรา แล้วความไว้วางใจจะตามมา มีเรื่องสำคัญเขาก็จะให้เราทำ
    3.  มีความสามารถที่จะทำสิ่งเหล่านั้น ให้เหมาะสมกับผู้ที่มอบหมายไว้วางใจให้เราทำ
    4.  มีความกระตือรือร้น ที่อยากจะทำ เตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ
    5.  มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักปรับปรุงงานอยู่เสมอ
    6.  มีความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องมีความห่วงใยจะต้องทำให้เสร็จทันตามกำหนดเวลา
    7.  มีความรอบรู้                    
           8.  ห่วงตัวเอง เติมชีวิตให้กับตัวเอง
    9.  มีความจำแม่น                 
          10.   วางตัวเหมาะสมกับกาลเทศะ
การพัฒนาบุคลิกภาพด้านกายบริหารทรวดทรง
                องค์ประกอบของทรวดทรง ขึ้นอยู่กับกลไกของการเคลื่อนไหวของร่างกายและโครงสร้างของร่างกายไม่ว่าหญิงหรือชายก็ชอบที่จะมีรูปร่างงามทั้งนั้น ผู้ชายก็ต้องการมีรูปร่างสมาร์ท ผู้หญิงก็ต้องการมีเอวบาง ร่างน้อย มีสุขภาพดี การมีรูปร่างงาม สุขภาพดี เกิดจากการพัฒนาตัวเราเอง เราเป็นผู้วางแผนในชีวิตของเราเอง
                ทรวดทรงอาจไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต แต่ส่วนสัดและท่าทาง ทำให้คนทุกคนดูแตกต่างกันไป บุคลิกที่ไม่ดีแสดงว่าเจ้าของเรือนร่างขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ถ้าได้เรียนรู้วิธีเสริมสร้างเสน่ห์ให้กับบุคลิกภาพของตนเองแล้ว จะไม่เพียงทำให้มีรูปร่างสง่างามเท่านั้น ยังสามารถทำให้การปฏิบัติงานเกิดความเชื่อมั่น  งานก็มีประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้นจึงควรใช้เวลาในการบริหารทรวดทรงของตนเองเป็นประจำสม่ำเสมอ เพราะสุขภาพที่ดี และทรวดทรงที่งดงามอีกด้วย

การปรับปรุงบุคลิกภาพภายใน
- การยอมรับความจริงเกี่ยวกับตนเอง 
- การปรับปรุงในส่วนที่จะปรับปรุงได้ 
- การใช้สิ่งอื่นๆ เพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพ 
                 การส่งเสริมบุคลิกภาพที่ดีควรส่งเสริมคุณภาพจิตสาธารณะมากำกับ เพื่อบุคคลจะได้ลดละความเห็นแก่ตนในระดับที่พอดำรงชีวิตอยู่ได้ เสียสละ เกื้อกูลคนอื่น เป็นผู้รับในบางโอกาสและเป็นผู้ให้ในบางโอกาส มีจิตใจที่ดีงาม มีร่างกายที่สะอาดสดใสก็เท่ากับว่าบุคคลได้ส่งเสริมหรือพัฒนาบุคลิกภาพแล้วนั่นเอง

การพัฒนาบุคลิกภาพด้านการเรียนรู้
               ในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นครูจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์ให้ตรงกับตนเองอยู่เสมอ เช่น
    1. การฟัง
    2. การอ่าน
    3. การเขียน
    4. การสังเกต
    5. การคิด
    6. การทดลอง



ประเมินผล


ตนเอง  แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจเรียนให้ความร่วมมือกับเพื่อนและอาจารย์เป็นอย่างดี

เพื่อนๆ เพื่อนมีคุยบ้างแต่ทุกคนก็ฟังทุกครั้งแต่งกายเรียบร้อยให้ความร่วมมือในตอนทำกิจกรรมดี


ผู้สอน แต่งการเรียบร้อยเตรยมตัวมาสอนได้ดี มีเทคนิคต่างๆมากมายมาให้เนื้อหาและวิธีการสอนเข้าใจได้ง่าย